ครั้งหนึ่งในชีวิต...ขอพิชิตภูกระดึง กับการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

หลายต่อหลายคนคงเคยได้ยินถึงกิตติศัพท์ของ “อุทยานแห่งชาติภูกระดึง”กันมาบ้างแล้ว ในเรื่องของการเดินทางที่ต้องเดินขึ้นภูกระดึงด้วยการเดินเท้าเท่านั้น กับเส้นทางเดินขึ้นเขากว่า 5.5 กิโลเมตรถึง หลังแป และจากหลังแปไปยังจุดบริการนักท่องเที่ยวอีก 3 กิโลเมตร โดยเป็นเส้นทางเดินทางเรียบผสมพื้นทรายบางช่วง ขนาบข้างด้วยป่าสน 3 ใบ ไม้เมืองหนาวและไม้อื่นนานาพรรณ โดยใช้เวลาเดินกันอย่างน้อยก็ 4-5 ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ทีมงาน เมืองไทย.คอมขอเดินทางมาพิสูจน์กิตติศัพท์แห่งความยากลำบากของการเดินทางที่เป็นที่เลื่องลือกันซักหน่อย.....เพื่อที่จะได้เป็นผู้หนึ่งที่ได้มา พิชิตภูกระดึง ให้สมกับคำว่า “ครั้งหนึ่งในชีวิต เราขอพิชิตภูกระดึง”

 

เช้าวันแรกของการเดินทาง ณ จุดบริการประชาชนด้านล่าง ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อชำระค่าบริการเข้าอุทยานโดยผู้ใหญ่คนละ 40 บาท เด็ก 20 บาท หลังจากนั้นก็ขนสำภาระข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ ไปยังอาคาร 3 เพื่อชั่งน้ำหนักสิ่งของที่จะให้ลูกหาบขนไปให้เราข้างบนโดยเสียค่าบริการกิโลกรัมละ 15 บาท พร้อมเสียค่าบัตรสัมภาระติดที่กระเป๋าเพื่อกันหายอีก ใบละ 5 บาท เหลือไว้เพียงของที่จำเป็นจริง ๆ เพื่อติดตัวเราขึ้นไปเช่น ของมีค่ามาก ๆ น้ำดื่ม หรือของใช้ส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คิดว่าจำเป็นจริง ๆ สำหรับใช้ในการเดินทาง

สำหรับข้าวของที่เราฝากลูกหาบขึ้นไป ก็จะถูกแพคติดกับด้ามไม้ไผ่หัวท้ายอย่างแน่นหนาด้วยน้ำหนักที่สมดุลกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถของลูกหาบแต่ละคน ว่าจะแบกได้คนละกี่กิโลกรัม จากการสอบถามลูกหาบแต่ละคนก็มีเทคนิคแตกต่างกันออกไปในการแบกสัมภาระ ทั้งการเติมพลังด้วยข้าวเหนียวซึ่งถือเป็นอาหารยอดฮิตของลูกหาบเลยทีเดียวด้วยความที่เป็นอาหารที่อิ่มทนและอิ่มนาน โดยเฉลี่ยแล้วลูกหาบจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ถึงหลังแป “หลังแป” นั้นถือเป็นจุดสิ้นสุดการเดินทางอันลาดชันและถือเป็นจุดเริ่มต้นพื้นที่ราบบนยอดเขาภูกระดึง

มาที่การเดินทางของพวกเราทีมงาน เมืองไทย.คอม กันบ้าง หลังจากจัดการข้าวของส่งให้ลูกหาบเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเติมพลังก่อนออกเดินทางกันซะก่อน ด้วยอาหารเบา ๆ อย่างข้าวสวยร้อน ๆกับต้มเลือดหมู ตบท้ายด้วยกาแฟร้อนสักถ้วย พร้อมออกเดินทาง เราเริ่มออกเดินทางกันประมาณ 9 โมงเช้า ก่อนขึ้นภูจะมีจุดลงทะเบียนเพื่อตรวจบัตรผ่านอีกครั้ง เรียบร้อยแล้วก็พร้อมลุยขึ้นภูกันเลย จากจุดเริ่มต้นไปถึงซำแรกอยู่ที่ประมาณ 800 เมตร แต่เราจะมุ่งหน้าสู่ ซำแฮก กันเลย ระยะทางก็อยู่ที่ 1,000 เมตร ระยะทางช่วงก่อนถึงซำแฮกค่อนข้างลาดชันพื้นเป็นหินก้อนและทางดินต้องใช้ความระมัดระวังกันซักหน่อย แต่เมื่อถึงแล้วแฮกสมชื่อจริง ๆ จึงต้องกินแตงโมเย็น ๆ ให้ชื่นใจกันซักหน่อย ยืดแข้งยืดขา ก่อนจะออกเดินทางกันต่อ

ผ่านไปหลายซำ กับแตงโมหลายชิ้น มีทั้งซำเล็กซำใหญ่ พักบ้างไม่พักบ้าง เดินนำหน้าลูกหาบบ้างโดนลูกหาบแซงแล้วแซงอีกบ้าง มาถึง “ซำกอซาง” ที่มีของกินขึ้นชื่อ 2 อย่างคือ ก๋วยเตี๋ยวไข่ต้มยำกับน้ำแข็งใส แต่ด้วยเวลา เพิ่ง 11 โมงเราจึงขอเบา ๆ ด้วยน้ำแข็งใสหวานเย็นชื่นใจ ก่อนจะไปกินอาหารเที่ยงที่ “ซำกกหว้า” ด้วยข้าวกระเพราไข่ดาวสุดอร่อย จากนั้นก็เดินทางต่ออีก 4 ชั่วโมงถึงจุดหลังแป แต่ก่อนจะถึงหลังแปลูกหาบของเราได้เดินลงสวนทางไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บอกก่อนเลยว่าการเดินขึ้นภูกระดึงไม่ควรเร่งรีบ หรือกำหนดกฎเกณฑ์อะไรเพื่อเร่งตัวเอง แต่ควรเดินแบบสบาย ๆ เหนื่อยที่ไหนพักที่นั่น สัมผัสธรรมชาติตลอดการเดินทางให้เต็มที่แล้วจะสัมผัสได้ถึงสเน่ห์ของ ภูกระดึง อย่างแท้จริง

เมื่อขึ้นมาถึงจุดหลังแป เราก็พบกับป้าย “ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พิชิตภูกระดึง” เจ้าป้ายนี้เองที่ทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจและหายเหนื่อยขึ้นมาทันที ด้วยเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราได้พบเจอมาตลอดเส้นทางการเดินเท้าหลายกิโลเมตร ต้องบอกว่าเป็นเส้นทางการขึ้นเขาที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ซึ่งถ้าเปรียบไปแล้วก็ไม่ต่างจากเส้นทางเดินในชีวิตคนเราที่ต้องพบเจอทั้งความยากลำบาก และเรื่องราวต่าง ๆ มากมายตลอดการเดินทาง แต่นั่นก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าแม้อุปสรรคจะมากมายสักเพียงใด แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่ที่ใจของเราเพียงอย่างเดียวที่จะสู้หรือไม่ จึงไม่แปลกใจเลยที่ไม่ว่าใครที่ได้มาถึงภูกระดึงแล้วจึงต้องถ่ายรูปคู่กับป้ายนี้เพื่อเป็นที่ระลึก ไม่ว่านึกถึงครั้งใดก็ทำให้ อดอมยิ้มกับความพยายามของตัวเองไม่ได้

จากหลังแปเดินทางกันต่อกับพื้นราบเข้าสู่จุดบริการนักท่องเที่ยวด้านบนระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ผ่านป่าสนสามใบใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อถึงแล้วก็ไปรับของแล้วก็ขนของเข้าบ้านพักของอุทยานฯ จัดข้าวจัดของให้เรียบร้อย อากาศเริ่มเย็นขึ้น ออกมาหาของรับประทานในมื้อเย็นก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนเพื่อกิจกรรมในวันต่อไป

เช้าวันใหม่กับการเดินทางสู่ป่าปิด นัดรวมพลพร้อมเจ้าหน้าที่นำทางตั้งแต่ 8 โมงเช้า เริ่มเดินทางเข้าป่าปิดตอน 9 โมงเช้า ระหว่างทางเป็นธรรมชาติล้วน ๆ ไร้สิ่งปรุงแต่งใด ๆทั้งสิ้น ผ่านพรรณไม้นานาชนิดตลอดสองข้างทาง ตื่นตาตื่นใจกับ “หยาดน้ำค้าง” พืชกินแมลงที่พบเห็นไม่ได้ง่าย ๆ นอกจากนั้นก็ยังมีพืชพรรณอื่น ๆ ที่เราไม่รู้จักชื่อเต็มไปหมด ทางช่วงแรกเดินสบาย ๆ ผ่านป่าสนจนถึงลานพระพุทธเมตตา แล้วก็ถึงทางเข้าป่าปิดตรง “น้ำตกธารสวรรค์”

เมื่อเข้าสู่ป่าปิดได้ไม่กี่ก้าวก็พบกับรอยเท้าช้าง และขี้ช้าง รอยเท้ากวางและรอยเท้าสัตว์อื่น ๆ อีก เดินลัดเลาะป่าสนจนสุดทางพบกับป่าหญ้าคาต่อ เป็นทางเดินแบบสบาย ๆ เข้าป่าปิดทั้งทีเราก็ไม่พลาดที่จะชื่นชมน้ำตก “ผาน้ำผ่า” กันซักหน่อย ซึ่งต้องลุยป่าหญ้าคาสูงเลยหัวเข้าไปประมาณ 200 เมตร เพื่อให้ได้เห็นความงามด้วยสองตาของตัวเอง จากนั้นเดินลงเขา ระยะทางค่อนข้างลำบาก ลัดเลาะไปเรื่อย ๆ จนถึง “น้ำตกหงส์ทอง” (ป่าปิด 2) เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่พอสมควรเลยทีเดียว สวยงามมากจริง ๆ แวะถ่ายรูปกันพักใหญ่ แล้วจึงเดินลัดเลาะตามทางไปเรื่อย ๆ จนถึง “น้ำตกขุนพอง” ซึ่งเป็นจุดหมายในการป่าปิดครั้งนี้ รวมเวลาเดินเท้าตั้งแต่ 9 โมงเช้ามาถึงที่น้ำตกใช้เวลา 4 ชั่วโมงพอดี (ป่าปิด 1)


น้ำตกผาน้ำผ่า ป่าปิด อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

 

นั่งพักผ่อนบริเวณน้ำตก ไอเย็นของน้ำตกทำให้รู้สึกสดชื่น พักทานอาหารที่นำติดตัวมาด้วย แล้วก็นั่งพักเอนกายให้หายเมื่อยล้า ถ่ายรูปความสวยงามเก็บไว้เป็นที่ระลึกใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนจะเตรียมตัวเดินทางกลับที่พัก ด้วยเส้นทางลัดเลาะตามธารน้ำขึ้นมาเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นคนละเส้นทางกับขามา เดินขึ้นเขาอีกรอบเพื่อไปยังป่าหญ้าคาเดินทางกลับด้วยทางเก่า กว่าจะถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเล่นเอาเรี่ยวแรงเกือบหมดกันเลยรวมระยะทางเข้าป่าปิดทั้งหมดประมาณ 15 กิโลเมตรใช้เวลา 8 ชั่วโมง

วันที่3 บนภูกระดึง เช้านี้นัดรวมพลกันตั้งแต่ตี 5 เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำทางไปที่ ผานกแอ่น ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุด ระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร ท่ามกลางความมืดและอากาศที่หนาวเย็น พร้อมไฟฉายส่องนำทาง ผ่านทิวสนสามใบ ก่อนจะถึงจุดหมาย แสงแดดค่อย ๆ เริ่มจับขอบฟ้าเป้นแสงสีส้ม ต่างคนต่างเฝ้ามองความงามไม่คลาดสายตา มือข้างหนึ่งก็ถือกล้องเตรียมเก็บภาพความสวยงามที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้า ในที่สุดพระอาทิตย์สีแดงก็เริ่มโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าเป็นเวลาสั้น ๆ และยังมีทะเลหมอกให้ได้ชื่นชมกันอีกด้วยความสวยไม่แพ้กันเลย หลังจากที่ได้รูปเป็นที่พอใจแล้วก็เดินทางกลับสู่ที่พัก

หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงกันแล้ว ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ผาหล่มสักในตอนบ่าย ความร้อนของแสงแดดเข้าคลอบคลุมผนวกกับความอ่อนล้าของขาที่ทำหน้าที่มาหลายวัน ทำให้รู้สึกว่าผาหล่มสักไกลเหลือเกินทั้งที่ระยะทางแค่ 9 กิโลเมตรกว่า ๆ เดินเท้าจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 2 กิโลเมตรถึงผาแรกคือ ผาหมากดูก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้ แต่จุดหมายของเราอยู่ที่ ผาหล่มสัก เราจึงต้องเดินทางผ่านผาต่าง ๆ อีกหลายผาจนถึงผาหล่มสักในเวลา ห้าโมงกว่า ๆ นั่งพักได้เพียงแปปเดียวพระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าที่ ผาหล่มสัก เป็นอันว่าส่งพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าเรียบร้อยแล้ว

แสงแดดลับขอบฟ้า ความมืดเข้ามาเยือนพร้อมกับความหนาวเย็น ได้เวลาเดินทางฝ่าความมืดและความหนาวเย็นกลับที่พัก พร้อมแสงสว่างจากไฟฉายและโคมไฟที่ชาวบ้านนำมาขายคอยนำทาง กลับที่พัก ความมืดสนิททำให้เรามองเห็นดาวบนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน ก่อนจะถึงที่พักในเวลา 3 ชั่วโมง พร้อมรางวัลเป็นจิ้มจุ่มร้อน ๆ หลังจากนั้นก็ได้เวลาพักผ่อน

เช้าวันสุดท้ายเป็นวันที่เราจะต้องลงจากภูกระดึงแล้ว เก็บกระเป๋า แพ็คของให้เรียบร้อยแล้วนำไปยังจุดสัมภาระเพื่อให้ลูกหาบนำของลงไปให้ ก่อนที่เราจะเดินเท้าลงภูกระดึงวึ่งต้องอาศัยกำลังขาที่ค่อนข้างจะแข็งแรงสักหน่อย ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงตีนภูกระดึง รับสัมภาระ ขนของขึ้นรถเตรียมเดินทางกลับ กทม.

ภูกระดึงสถานที่ ที่หลายคนกล่าวขานถึงความยากลำบากในการเดินทาง บ้างก็มาเพื่อพิสูจน์ความรัก แต่ใครจะรู้บ้างว่า ความยากลำบากในการเดินทาง ความเมื่อยล้า ต่าง ๆ เหล่านี้ คือสเน่ห์อันน่าหลงใหลของที่นี่ ชวนให้ใครหลายคนกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า นับเป็นความสุขของนักเดินทางที่น่าจดจำ เรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นยากจะอธิบายได้ด้วยตัวหนังสือ หากต้องมาลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่ได้ ความยากลำบากที่เกิดขึ้นทำให้เราได้พบกับความสุขที่พบเจอไม่ได้ง่าย ๆ เลย แล้วจะรู้ว่า “ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พิชิตภูกระดึง” นั้นเป็นอย่างไร

ค่าใช้จ่าย ณ ภูกระดึง
ค่าเช่าเต้นท์มี 3 แบบ
แบบ 3 คน 225 บาท
แบบโดม 5-6 คน 450 บาท
เต้นท์ยกพื้น 5 คน 500 บาท
ถุงนอน 30 บาท/คืน
แผ่นรองนอน 20บาท/คืน
หมอน 10บาท/คืน
ผ้าห่มใหญ่ 50 บาท/คืน
ผ้าห่มเล็ก 30 บาท/คืน
ค่าใช้จ่าย ณ ภูกระดึง
นำเต้นท์มาเอง 30 บาท
ชาร์จแบต 20บาท/ครั้ง
ค่าอาหารประมาณ 50 บาท/มื้อ
ค่าเข้าป่าปิด 200บาท/คน
ค่าเข้าอุทยาน ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท
ค่ามัดจำขยะ 100 บาท
ค่าลูกหาบ กิโลละ 15 บาท
ค่าป้ายชื่อ 5 บาท
อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
หมู่ที่ 1 บ้านศรีฐาน ต.ศรีฐาน อ. ภูกระดึง จ. เลย 42180

โทรศัพท์ 0 4287 1333, 0 4287 1458
โทรสาร 0 4287 1333, 0 4287 1458
อีเมล phukradueng_np@dnp.go.th

 

GALLERY

 

 

 

 

ผู้สนับสนุน

 

บทความที่เกี่ยวข้องกับภูกระดึง

 

ร่วมแชร์ประสบการณ์ได้ ณ ที่ดีๆตรงนี้